โลโก้ของ Coinbase

What is a blockchain?

6 บล็อกในหนึ่งบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัล

สกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์และอีเธอร์เรียมขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีที่เรียกกว่าบล็อกเชน โดยพื้นฐานแล้ว บล็อกเชนเป็นรายการธุรกรรมที่ทุกคนสามารถตรวจดูพร้อมทั้งทำการยืนยันได้ ตัวอย่างเช่น บล็อกเชนบิตคอยน์จะทำการบันทึกและแสดงทุกรายการของการส่งหรือรับบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ขับเคลื่อนนั้นช่วยให้คุณโอนมูลค่าทางออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีคนกลาง เช่น ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต

ลองนึกภาพถึงทางเลือกบริการด้านการเงินที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ แต่เป็นแบบเปิดและเชื่อมต่อถึงกันทั่วโลก อีกทั้งยังเข้าถึงได้แค่เพียงมีสมาร์ทโฟนและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

  • สกุลเงินดิจิทัลแทบจะทั้งหมด ทั้งบิตคอยน์ อีเธอร์เรียม รวมถึง Bitcoin Cash และ Litecoin ได้รับการดูแลความปลอดภัยโดยเครือข่ายบล็อกเชน ซึ่งหมายความว่าจะมีการยืนยันความถูกต้องอย่างสม่ำเสมอโดยพลังการคำนวณจำนวนมาก

  • รายการธุรกรรมที่อยู่ในบล็อกเชนเป็นพื้นฐานของสกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่เนื่องจากช่วยให้มีการชำระเงินที่ปลอดภัยระหว่างบุคคลที่ไม่รู้จักกันได้โดยไม่ต้องผ่านผู้ตรวจสอบซึ่งเป็นบุคคลที่สามเช่นธนาคาร

  • เนื่องด้วยลักษณะในการเข้ารหัสของเครือข่ายเหล่านี้ การชำระเงินผ่านบล็อกเชนจึงปลอดภัยสูงมากกว่าการทำธุรกรรมผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิตทั่วไป ตัวอย่างเช่น เมื่อชำระเงินด้วยบิตคอยน์ คุณไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ที่ข้อมูลทางการเงินของคุณจะรั่วไหล หรือถูกขโมยข้อมูลประจำตัว

  • นอกจากนี้ เทคโนโลยีบล็อกเชนยังน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากมีการนำตัวเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานด้านอื่นๆ อีกมากมาย นอกเหนือจากการใช้งานในด้านที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล มีการนำบล็อกเชนไปใช้เพื่อการวิจัยทางการแพทย์ ปรับปรุงการแบ่งปันบันทึกด้านสาธารณสุข ปรับปรุงซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและอื่นๆ อีกมากมาย

เนื่องด้วยลักษณะในการเข้ารหัสของเครือข่ายเหล่านี้ การชำระเงินผ่านบล็อกเชนจึงปลอดภัยมากกว่าการทำธุรกรรมผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิตทั่วไป

ข้อได้เปรียบบางอย่างของบล็อกเชนมีอะไรบ้าง

  • เชื่อมต่อกันทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าคุณจะส่งเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็วและราคาถูกไปได้ทั่วโลก

  • เพิ่มความเป็นส่วนตัว: ไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลส่วนบุคคลของคุณในการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้ข้อมูลของคุณถูกโจมตีหรือถูกขโมยข้อมูลประจำตัว

  • เป็นแบบเปิด: เนื่องจากธุรกรรมทุกรายบนเครือข่ายสกุลเงินดิจิทัลได้รับการเผยแพร่เป็นข้อมูลสาธารณะในรูปแบบของบล็อกเชน ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตรวจสอบได้ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีช่องว่างให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม เปลี่ยนแปลงอุปสงค์ของเงิน หรือปรับกฎกลางเกม ซอฟต์แวร์ที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้นั้นฟรีและเป็นแบบโอเพ่นซอร์ส ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตรวจสอบรหัสได้

คำถามสำคัญ

ข้อได้เปรียบหลักที่บล็อกเชนมีเหนือกว่าระบบการเงินแบบเดิมคืออะไร

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างต่อชีวิตทางการเงินออนไลน์ของคุณ ตั้งแต่การซื้อสินค้าไปจนถึงการลงทุน และธุรกรรมทุกรายการเหล่านี้ต้องใช้บัญชีนาคาร หรือบริษัทบัตรเครดิต หรือตัวดำเนินการชำระเงินเช่น Paypal เป็นตัวกลาง บล็อกเชนช่วยในการดำเนินธุรกรรมเป็นไปได้โดยไม่มีคนกลาง และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือความซับซ้อนพ่วงเข้ามาด้วย

บิตคอยน์เป็นบล็อกเชนใช่หรือไม่

บิตคอยน์เป็นเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง และบล็อกเชนคือเทคโนโลยีพื้นฐานที่ทำให้เงินดิจิทัลเกิดขึ้นได้

บล็อกเชนมีกี่ประเภท

นับพันรายการ ตั้งแต่ประเภทที่ขับเคลื่อนบิตคอยน์, Litecoin, Tezos และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ไปจนถึงจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่เกี่ยวกับเงินดิจิทัลเลย

บล็อกเชนทำงานอย่างไร

ลองนึกถึงโซ่ที่คุณอาจใช้เป็นสมอเรือ แต่ในกรณีนี้ ทุกห่วงของโซ่เส้นนั้นคือกลุ่มข้อมูลที่มีข้อมูลธุรกรรมอยู่ ที่ด้านบนสุดของโซ่คุณจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ และเมื่อคุณเลื่อนโซ่ลงมาคุณจะเห็นธุรกรรมรายการที่เก่าขึ้นๆ แล้วถ้าหากคุณไล่ลงไปเรื่อยๆ จนถึงสมอเรือที่อยู่บนพื้นใต้ท่าเรือล่ะ คุณจะเห็นอะไร คุณคงจะเห็นประวัติของทุกธุรกรรมของสกุลเงินนั้น ซึ่งทำให้บล็อกเชนมีความได้เปรียบด้านความปลอดภัยอย่างมาก นั่นคือ เป็นบันทึกของประวัติทั้งหมดของสกุลเงินดิจิทัลที่เป็นแบบเปิดและมีความโปร่งใส หากใครก็ตามพยายามสร้างความเสียหายต่อธุรกรรมรายการหนึ่ง การกระทำดังกล่าวจะทำให้ห่วงโซ่นั้นหัก และทั้งเครือข่ายจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหมดที่อธิบายมานี้คือบล็อกเชนโดยสรุป

  • อีกวิธีหนึ่งที่ผู้คนมักอธิบายเกี่ยวกับบล็อกเชนคือ เป็นบัญชีแยกประเภท (บางครั้งคุณจะได้ยินคำว่า 'บัญชีแยกประเภทที่กระจาย' หรือ 'บัญชีแยกประเภทที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้') ที่คล้ายคลึงกับงบดุลของธนาคาร บล็อกเชนจะติดตามเงินทั้งหมดที่ไหลเข้า ไหลออก และที่ผ่านเครือข่าย เช่นเดียวกับบัญชีแยกประเภทของธนาคาร

  • แต่กระนั้น บล็อกเชนของเงินดิจิทัลก็ไม่เหมือนกับสมุดเงินฝากธนาคารเพราะบล็อกเชนของเงินดิจิทัลไม่ได้มีบุคคลหรือองค์กรใดๆ ซึ่งรวมไปถึงธนาคารและรัฐบาลให้การดูแลรักษา โดยความเป็นจริงแล้ว บล็อกเชนของเงินดิจิทัลไม่มีใครทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูแลรักษาเลย หากแต่ได้รับการคุ้มครองโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเพียร์ทูเพียร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เครือข่ายจะดำเนินการตรวจสอบและรักษาความถูกต้องของบล็อกเชนอย่างสม่ำเสมอ

  • สกุลเงินดิจิทัลใหม่มาจากไหน ในกรณีของบิตคอยน์ บ่อยครั้งแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประมาณทุกๆ 10 นาที ระบบจะเพิ่มกลุ่มข้อมูลธุรกรรมชุดใหม่ (หรือบล็อกใหม่) เข้ามาในโซ่ข้อมูลที่มีอยู่ เครือข่ายจะให้รางวัลแก่ผู้เข้าร่วมเป็นสกุลเงินดิจิทัลจำนวนเล็กน้อยเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือเรื่องพลังคำนวณในการดูแลบล็อกเชน

  • บล็อกเชนเงินดิจิทัลจะกระจายไปทั่วเครือข่ายของสกุลเงินดิจิทัล ไม่มีบริษัท ประเทศ หรือบุคคลที่สามใดควบคุมบล็อกเชนบิตคอยน์ได้ และทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้

เครือข่ายจะดำเนินการตรวจสอบและรักษาความถูกต้องของบล็อกเชนอย่างสม่ำเสมอ

คำถามสำคัญ

คุณส่งและรับเงินผ่านบล็อกเชนได้อย่างไร

เครือข่ายสกุลเงินดิจิทัลจะกำหนด 'ที่อยู่' ที่ไม่ซ้ำกันให้ผู้ใช้แต่ละราย ซึ่งประกอบด้วยคีย์ส่วนตัวและคีย์สาธารณะ ทุกคนส่งเงินให้คุณได้ผ่านคีย์สาธารณะของคุณ ซึ่งคล้ายกับที่อยู่อีเมล เมื่อคุณต้องการใช้จ่ายเงิน คุณใช้คีย์ส่วนตัวของคุณซึ่งเป็นเหมือนรหัสผ่าน เพื่อ 'ลงนาม' ในธุรกรรมต่างๆ ทางดิจิทัล วิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการสกุลเงินดิจิทัลคือการจัดการผ่านซอฟต์แวร์ที่เรียกว่ากระเป๋าเงิน ซึ่งคุณสร้างได้ผ่านตลาดแลกเปลี่ยนเช่น Coinbase

ใครคือผู้คิดค้นบล็อกเชน

บุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ได้เผยแพร่สมุดปกขาวทางออนไลน์ ซึ่งอธิบายถึงหลักการพื้นฐานของเงินดิจิทัลประเภทใหม่ที่มีชื่อว่า บิตคอยน์ ในช่วงปลายปี 2008 ซึ่งสกุลเงินดิจิทัลทุกสกุลที่เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลานั้น เป็นการนำเอาแนวคิดต่างๆ ในสมุดปกขาวดังกล่าวมาต่อยอดและพัฒนาจนเกิดเป็นสกุลเงินดิจิทัลใหม่ๆ

  • เป้าหมายของ Nakamoto คือการสร้างเงินดิจิทัลที่จะทำให้คนแปลกหน้าสองคนที่อยู่คนละมุมโลกสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้โดยไม่ต้องใช้บุคคลที่สามเช่นบริษัทบัตรเครดิต หรือตัวดำเนินการชำระเงินเช่น Paypal มาเป็นตัวกลาง

  • ซึ่งเป้าหมายนี้ต้องใช้ระบบที่จะขจัดปัญหาที่ยุ่งยากซึ่งเรียกว่า ปัญหา 'การใช้จ่ายสองครั้ง' ที่ผู้ใช้อาจใช้เงินจำนวนเดียวกันมากกว่าหนึ่งครั้ง หนทางแก้ปัญหาคือ เครือข่ายที่คอยยืนยันการเคลื่อนไหวของบิตคอยน์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเครื่อข่ายนั้นก็คือบล็อกเชน

  • ธุรกรรมบิตคอยน์ทุกรายการจะถูกจัดเก็บและยืนยันโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบุคคล บริษัท หรือประเทศใดๆ

  • ฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลทั้งหมดนั้นเรียกว่าบล็อกเชน บิตคอยน์ได้รับการ 'ขุด' โดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีการกระจายอำนาจ (หรือที่เรียกกันว่าเพียร์ทูเพียร์) ซึ่งทำการยืนยันและรักษาความถูกต้องของบล็อกเชนอย่างสม่ำเสมอ เครือข่ายจะให้รางวัลแก่นักขุดเป็นสกุลเงินดิจิทัลจำนวนเล็กน้อยเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือเรื่องพลังคำนวณในการดูแลบล็อกเชน

  • ธุรกรรมบิตคอยน์ทุกรายการจะแสดงบนบัญชีแยกประเภทนั้น พร้อมข้อมูลใหม่ที่รวบรวมเข้าด้วยกันเป็นระยะๆ ใน "บล็อก" ซึ่งจะเพิ่มเข้าไปในบล็อกอื่นๆ ทั้งหมดที่มาก่อนหน้านี้

  • พลังประมวลผลรวมกันของนักขุดจะนำมาใช้เพื่อทำให้มั่นใจถึงความถูกต้องของบัญชีแยกประเภทที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ บิตคอยน์กับบล็อกเชนถูกผูกติดกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ บิตคอยน์ใหม่แต่ละอันจะถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชน เช่นเดียวกับธุรกรรมของบิตคอยน์ลำดับถัดไปหลังจากนั้นพร้อมเหรียญที่มีอยู่ทั้งหมด

เครือข่ายจะให้รางวัลแก่นักขุดเป็นสกุลเงินดิจิทัลจำนวนเล็กน้อยเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือเรื่องพลังคำนวณในการดูแลบล็อกเชน

อนาคตของบล็อกเชนจะเป็นอย่างไร

แนวคิดบล็อกเชนได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างแอปพลิเคชันต่อยอดได้มากมาย บล็อกเชนยังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้อธิบายถึงศักยภาพของบล็อกเชนไว้ว่า จะเป็นตัวเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตและการทำงานของเรา คล้ายคลึงกับที่โปรโตคอลอินเตอร์เน็ตสาธารณะที่มีศักยภาพอย่าง HTML ได้ทำไว้ในช่วงแรกๆ ของ World Wide Web

  • บล็อกเชนของ Bitcoin Cash และ Litecoin ทำงานในลักษณะคล้ายๆ กันกับบล็อกเชนของบิตคอยน์แบบดั้งเดิม บล็อกเชนอีเธอร์เรียมเป็นวิวัฒนาการเพิ่มเติมของแนวคิดบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย ทั้งนี้เพราะไม่เหมือนกับบล็อกเชนของบิตคอยน์ บล็อกเชนอีเธอร์เรียมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการสกุลเงินดิจิทัลเพียงอย่างเท่านั้น (กล่าวคือ อีเธอร์เรียมเป็นสกุลเงินดิจิทัลและแน่นอนว่าใช้เพื่อส่งมูลค่าให้คนบุคคลอื่นได้) นึกถึงบล็อกเชนอีเธอร์เรียมเป็นเหมือนแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังและยืดหยุ่นสูง ที่อนุญาตให้ผู้เขียนโค้ดสร้างแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดายโดยใช้ประโยชน์จากบล็อกเขน

  • ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีองค์กรการกุศลที่ต้องการส่งเงินไปให้คนจำนวน 1,000 คนทุกวันเป็นเวลา 1 ปี หากใช้อีเธอร์เรียม จะใช้เพียงแค่โค้ด 2-3 บรรทัดเท่านั้น หรือถ้าหากคุณเป็นนักพัฒนาเกมวิดีโอที่ต้องการสร้างไอเท็มต่างๆ เช่นดาบและชุดเกราะที่ใช้ซื้อขายได้นอกเกมล่ะ อีเธอร์เรียมได้รับการออกแบบมาให้ทำเช่นนั้นได้เช่นกัน

ซื้อบิตคอยน์ภายในไม่กี่นาที

เริ่มต้นแค่เพียง $25 และชำระด้วยบัญชีธนาคารหรือบัตรเดบิตของคุณ

ดาวน์โหลดแอป