Coinbase Presents: Black Americans & Crypto

Mobile phone that says Black Americans & Crypto on the screen

Black Americans surveyed by Coinbase are twice as likely to have been negatively impacted by the current financial system; are also more interested in learning about crypto.

Coinbase เชื่อว่าความคิดเห็น พื้นเพ และประสบการณ์ที่แตกต่างและหลากหลายเป็นสิ่งที่สำคัญต่อภารกิจของเราในการสร้างระบบการเงินแบบเปิดสำหรับทุกคนทั่วโลก ซึ่งเป็นระบบการเงินที่เสมอภาคและเข้าถึงได้ เนื่องในเดือนแห่งประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เราได้ร่วมงานกับ Qriously เพื่อสอบถามผู้คนอายุ 18 ขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเป็นจำนวน 5,126 คน เกี่ยวกับประสบการณ์ที่พวกเขาพบเจอ อันเนื่องมาจากระบบการเงินในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ เรายังได้สอบถามความคิดเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับอิทธิพลของเทคโนโลยีต่อโลกใบนี้ และความสนใจของพวกเขาที่มีต่อเงินดิจิทัล ซึ่งเราก็ได้พูดคุยกับบุคคลผิวสีที่มีชื่อเสียงในวงการเงินดิจิทัลเกี่ยวกับบทบาทของเงินดิจิทัลในการแก้ไขปัญหาของระบบการเงินยุคปัจจุบัน รวมถึงความสำคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของพวกเราทุกคน

ข้อเท็จจริงหลักๆ ที่พบจากงานวิจัยของ Coinbase

  • ชาวอเมริกันผิวสีได้รับผลกระทบด้านลบจากระบบการเงินในยุคปัจจุบันมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาวถึงสองเท่า

  • ชาวอเมริกันผิวสีที่เรียนจบมหาวิทยาลัยสนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินดิจิทัลมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยเกือบสองเท่า

  • ชาวอเมริกันผิวสีส่วนใหญ่เชื่อว่า เทคโนโลยีจะส่งผลดีต่อสังคม

  • 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันผิวสีเชื่อว่า กลุ่มชาติพันธุ์/เชื้อชาติทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้อย่างเท่าเทียม

  • ชาวอเมริกันผิวสีเป็นกลุ่มประชากรที่ตื่นตัวมากที่สุด ในแง่ของความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัล

Twice as many Black Americans have been negatively impacted by the current financial system as White Americans

จากการสำรวจของเรา 48 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันผิวสีเชื่อว่า พวกเขาได้รับผลกระทบด้านลบจากระบบการเงินในยุคปัจจุบัน (การทำธุรกรรมธนาคาร ระบบสกุลเงิน ตลาดหุ้น การกู้ยืม/ปล่อยกู้ และอื่น ๆ) โดยมีสาเหตุมาจากเชื้อชาติและเพศของพวกเขา และ 24 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันผิวขาวก็เห็นตรงกันด้วย

48% of Black Americans have been negatively impacted by the current financial system

เมื่อแบ่งกลุ่มประชากรเหล่านี้ตามอายุ พบกว่า 48 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคนอายุ 18–34 ปี และ 52 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่เผชิญกับผลกระทบด้านลบมาตลอด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าแม้เวลาจะผ่านไป ความเอนเอียงในระบบการเงินก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

การศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ก็ยังสนับสนุนข้อเท็จจริงที่เราค้นพบในครั้งนี้ด้วย โดยรายงานประจำปี 2014 ของ Zillow พบว่า ชาวอเมริกันผิวสีมีอัตราการยื่นขอสินเชื่อในระบบการเงินดั้งเดิมเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดจากทุกกลุ่มเชื้อชาติ และชาวอเมริกันผิวสีก็มีอัตราการถูกปฏิเสธสูงสุดที่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ชาวอเมริกันผิวขาวที่ยื่นขอสินเชื่อถูกปฏิเสธในอัตราเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น¹

แล้วเงินดิจิทัลจะแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมในระบบการเงินของเราได้อย่างไร Steven McKie ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Amentum บริษัทด้านการลงทุนเงินดิจิทัล กล่าวว่า “เงินดิจิทัลมีรางวัลจูงใจเพื่อดึงดูดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม แม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่น่าจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยก็ตาม “ซึ่งกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มความเชื่อหรือกลุ่มชาติพันธุ์ ก็จะได้ประโยชน์จากการที่ผู้คนในกลุ่มเหล่านั้นเข้าร่วมในระบบการเงินดิจิทัล สาเหตุหลักๆ ที่จะทำให้กลุ่มวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ประโยชน์มาจากการที่ระบบการเงินดิจิทัลช่วยผลักดันให้สิ่งต่างๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วสามารถสร้างความไว้วางใจภายในกลุ่มชุมชนได้

"Crypto incentivizes people to operate together who normally wouldn't" Steven Mckie, Founder and CEO of Amentum

ความน่าสนใจของเงินดิจิทัลก็คือ เงินดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องอาศัยความไว้วางใจ และเป็นระบบแบบส่วนกลาง เงินดิจิทัลทำให้เราหลุดออกจากกรอบที่ว่า เราจะต้องมีความไว้วางใจในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อน จึงจะทำธุรกรรมกับคนเหล่านั้นได้ และเมื่อเงินดิจิทัลถือกำเนิดขึ้นมา เราจึงมีระบบที่ช่วยรองรับไม่ให้บุคคลใดก็ตามสร้างความเสียหายให้กับคุณได้สำเร็จ ถ้าหากคุณเป็นคนจากชนกลุ่มน้อยหรือเป็นบุคคลในกลุ่มที่ถูกมองข้าม และคุณก็คุ้นเคยกับการให้ความไว้วางใจแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มสังคมเพียงกลุ่มเดียวล่ะก็ นี่แหละคือโอกาสที่คุณจะได้ลองเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น”

Vernon Johnson ผู้ร่วมก่อตั้ง Yup โปรโตคอลเงินทุนระดับสังคมแบบกระจายอำนาจ และอดีตรองประธานกรรมการแห่งองค์กรบล็อกเชนประจำมหาวิทยาลัย Columbia University ก็เห็นด้วยว่า “ธุรกรรมเงินดิจิทัลหลายๆ ครั้งเป็นธุรกรรมที่เราไม่ต้องระบุตัวตน ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการเปิดเผยข้อมูลตัวตนจริง จึงช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติในระบบการเงินแบบเก่า” Vernon กล่าว “ในโลกที่ตัวตนจริงของแต่ละบุคคลไม่ได้มองออกได้ง่ายๆ การจะทราบถึงตัวตนตามเชื้อชาติจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่เงินดิจิทัลก็ช่วยให้เราแยกแยะแต่ละบุคคลได้จากพื้นเพในโลกดิจิทัลและประวัติการทำธุรกรรม ในขณะที่ตัวเลือกด้านการเงินแบบดั้งเดิมนั้นจะต้องอาศัยการนัดพบแบบตัวต่อตัว หรือไม่ก็ต้องแสดงเอกสารที่มีข้อมูลระบุตัวตนจริง

2: The majority of Black Americans believe tech will have a positive impact on society

โดยปกติแล้ว ชาวอเมริกันผิวสีมักจะมีมุมมองด้านบวกเกี่ยวกับเทคโนโลยี โดย 58 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันผิวสีเห็นด้วยว่า นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีทั่วๆ ไปนั้นจะให้ประโยชน์แก่สังคม นอกจากนี้ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อด้วยว่า นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหาหลายๆ อย่างบนโลกได้ โดย 51 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันผิวสีเชื่อในข้อสันนิษฐานนี้ ขณะที่ชาวอเมริกันผิวขาวที่เชื่อในข้อสันนิษฐานนี้มีเพียงแค่ 39 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ชาวอเมริกันผิวสีส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อด้วยว่า เทคโนโลยีจะส่งผลดีกับระบบการเงินในอีก 10 ปีข้างหน้า

58% of Black Americans believe technological innovation has a positive impact on society

เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเงินของเรามาโดยตลอด และเงินก็มีการอัปเกรดเพิ่มขึ้นหลากหลายรูปแบบในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับเทคโนโลยีในด้านอื่นๆ ที่มีประโยชน์ นับตั้งแต่เงินในรูปแบบเบี้ยเปลือกหอย เหรียญโลหะ เงินผ่านแอป ไปจนถึงมูลค่าสำหรับการซื้อขายหุ้น เงินถือเป็นเครื่องมือที่ได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด จากเครื่องมือที่ใช้สำหรับทำธุรกรรมระหว่างบุคคล จนกลายมาเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน แต่เงินก็ยังมีข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงอยู่มาก เนื่องจากระบบเงินแบบดั้งเดิมในโลกนั้นมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ สถาบันการเงิน และอำนาจการควบคุมของรัฐบาล

ในปัจจุบัน ผู้คนราว 2.5 พันล้านคนโดยประมาณคนมีสมาร์ทโฟนไว้ใช้งาน ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศมีระบบเศรษฐกิจแบบพัฒนาแล้ว และประเทศที่ระบบเศรษฐกิจกำลังพัฒนา² และตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2018 ในแต่ละวันจะมีผู้คนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เป็นครั้งแรกจำนวนกว่าล้านคน³

1.7 billion people globally don't have access to a financial account

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนถึง 1.7 พันล้านคนทั่วโลกที่ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีทางการเงินได้⁴ “สาเหตุหนึ่งของปัญหานี้มาจากการที่เอกสารระบุตัวตนที่หน่วยงานรัฐออกให้และนำมาใช้ยืนยันได้นั้นไม่เพียงพอ และค่าธรรมเนียมของบัญชีเหล่านั้นมีอัตราที่สูง” Vernon กล่าว “และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สกุลเงินของหลายๆ ประเทศมีความผันผวนและไม่สามารถใช้เป็นแหล่งจัดเก็บมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มคนผิวสีจำนวนมากจึงต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อย่างที่ไม่ควรจะเป็น ในขณะที่เงินดิจิทัลได้พยายามหาหนทางในการให้รางวัลจูงใจในตลาดแบบเปิดกว้าง เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้กับตนเองในการแข่งขัน ซึ่งเมื่อมองในแง่ดีก็จะพบว่า ผู้คนจำนวนมากที่ไม่สามารถทำธุรกรรมธนาคารได้ก็ยังมีสมาร์ทโฟนและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ พวกเขาจึงเข้าถึงบริการทางการเงินในรูปแบบเงินดิจิทัลได้”

"At the core of it all, there's a lot of inefficiency in the legacy systems. They're breaking because they weren't built for how globally connected we now are." Carmelle Cadet, Founder and CEO of EMTECH

Carmelle Cadet ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ EMTECH บริษัทด้านเทคโนโลยีและบริการที่ช่วยเหลือธนาคารกลางหลายๆ แห่งในตลาดเกิดใหม่ในการสร้างระบบการเงินที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ก็เห็นด้วยเช่นกันว่าเงินดิจิทัลช่วยเบิกทางสู่ยุคสมัยใหม่ของการสร้างนวัตกรรม “ในระบบแบบดั้งเดิม ตั้งแต่โครงสร้างภายในเป็นต้นมา ก็ยังมีประสิทธิภาพการทำงานที่ยังด้อยอยู่ในหลายๆ ส่วน ซึ่งระบบเหล่านั้นเริ่มมีปัญหา เพราะไม่ได้สร้างมาโดยคำนึงถึงการเชื่อมต่อกันของผู้คนทั่วโลกแบบในสมัยนี้” Carmelle กล่าว “ถ้าหากจะพัฒนาตลาดการเงินให้ดีขึ้น ในจุดนี้ก็จะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่”

3: Only 1 in 3 Black Americans believe all ethnicities/races have equal access to the financial system

ในการสำรวจของเรา ชาวอเมริกันผิวสีมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นที่ว่าทุกกลุ่มชาติพันธุ์/เชื้อชาตินั้นสามารถเข้าถึงระบบการเงินในปัจจุบันได้อย่างเท่าเทียม โดย 35 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย ขณะที่ 37 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วย และ 28 เปอร์เซ็นต์ไม่ให้ความเห็นไปในทางใดทางหนึ่ง และเมื่อถามถึงความรวดเร็วของการเสริมสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบดังกล่าวสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์/เชื้อชาตินั้น มีเพียง 22 เปอร์เซ็นต์ที่ตอบว่ารวดเร็วกว่าที่คาดไว้

All ethnicities/races have equal access to the current financial system 
Graph: Black Americans, 35% agree, 37% Disagree, 28% neutral 
Graph: White Americans, 41% agree, 33% disagree, 26% neutral

ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการเข้าถึงระบบการเงินก็คือ การมีเอกสารระบุตัวตนที่มีรูปถ่ายซึ่งออกโดยหน่วยงานรัฐไว้ในครอบครอง โดยเอกสารนี้คือเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเปิดบัญชีธนาคารในสหรัฐฯ จากการสำรวจของ Brennan Center for Justice ภายใต้สังกัด NYU School of Law พบว่า ประชากร 11 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐฯ และ 25 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันไม่มีเอกสารระบุตัวตนที่มีรูปถ่ายและออกให้โดยรัฐบาล⁵

“เรื่องแรกที่ผมอยากให้เงินดิจิทัลแก้ปัญหาให้ได้ก็คือเรื่องการยืนยันตัวตน” Robert Greenfield หัวหน้าฝ่ายงานผลลัพธ์ทางสังคมของ ConsenSys กล่าว “ข้อมูลระบุตัวตนในโลกดิจิทัลให้ประโยชน์ได้มากกว่าที่คุณคาดคิดไว้ ซึ่งถ้าสมมติว่าคุณไม่มีใบขับขี่ คุณก็จะขอรับความช่วยเหลือจากโครงการด้านมนุษยธรรมไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

“เราควรมีโทเค็นดิจิทัลประเภทที่ธนาคารกลางมีอำนาจออกได้เก็บไว้สักเหรียญ” Carmelle กล่าว “และถ้าหากเรามีโทเค็นเงินดิจิทัลที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไว้วางใจได้ และแลกเปลี่ยนได้แล้วล่ะก็ โทเค็นนี้ก็จะช่วยเติมเต็มช่องว่างให้กับผู้คนที่ไม่มีคุณสมบัติมากเพียงพอ หรือผู้คนไม่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบธนาคารได้ และเมื่อมีเงินดิจิทัล ผู้คนเหล่านั้นก็จะมีเครื่องมือในการเข้าถึงช่องทางซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบดิจิทัลได้ พวกเขาก็จะมีที่เก็บเงินสดในแบบดิจิทัล และรักษาข้อมูลระบุตัวตนให้ปลอดภัยได้ด้วยวิธีการของระบบเงินดิจิทัล ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นกับเงินดิจิทัล เพราะมันช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ได้ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนได้ในแบบที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เคยทำมาก่อน”

4: Black Americans lead the charge when it comes to interest in understanding crypto

ในมุมของการทำความเข้าใจกับเงินดิจิทัล ชาวอเมริกันผิวสีดูจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ ในแบบสำรวจนี้ ซึ่งจำนวนของชาวอเมริกันผิวสีที่สนใจมีถึงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาวอเมริกันผิวขาวที่สนใจในเรื่องนี้มีจำนวนอยู่ที่ 42 เปอร์เซ็นต์

75% if college-educated Black Americans are interested in learning more about crypto

75 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันผิวสีที่เรียนจบมหาวิทยาลัยสนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินดิจิทัล ขณะที่จำนวนของชาวอเมริกันผิวขาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยที่สนใจมีเพียงแค่ 39 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าจำนวนของชาวอเมริกันผิวสีในกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มชาวอเมริกันผิวขาวเกือบสองเท่า

เมื่อแบ่งกลุ่มประชากรเหล่านี้ตามอายุ พบว่า 21 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันผิวสีอายุ 55 ปีขึ้นไปสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัลเป็นอย่างมาก ขณะที่ชาวอเมริกันผิวขาวอายุ 55 ปีขึ้นไปที่มีความสนใจเทียบเท่ากันมีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

1 ใน 3 ของชาวอเมริกันผิวสีระบุด้วยว่า หากมีคนมาอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงบทบาทของเงินดิจิทัลในการมอบโอกาสการเข้าถึงที่เท่าเทียมมากยิ่งขึ้นในระบบการเงิน พวกเขาก็อาจสนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัลมากกว่านี้

Interest in understanding more about crypto 
General: 70% Black, 50% White
College Educated: 75% Black, 39% White
55+ Years old: 21% Black, 6% White

Steven เชื่อว่า การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินดิจิทัลและการมีส่วนร่วมในระบบการเงินดิจิทัลคือโอกาสที่เฟื่องฟูในหมู่ชาวอเมริกันผิวสี “ถ้าคุณกำลังมองหากลุ่มชุมชนที่เข้ากับคุณอยู่ล่ะก็ ตอนนี้คุณจะมีตัวเลือกมากมายเลย ซึ่งระบบเงินดิจิทัลก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะช่วยชี้ช่องให้คุณเข้าไปลองในแต่ละที่ดูก่อน แล้วหลังจากนี้อีกสักหนึ่งปี คุณก็จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในนั้นมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ลองดูก่อนก็ไม่เสียหาย” Steven กล่าว “ลองหากลุ่มที่เหมาะกับตัวเอง ลองฟังข้อถกเถียงในหลายๆ ประเด็น และพยายามหากลุ่มการพูดคุยที่ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ซึ่งทุกวันนี้ก็มีประเด็นต่างๆ รวมถึงข้อคิดเห็นของบุคคลที่มีชื่อเสียงให้คุณได้ลองเข้าไปฟังมากมายหลากหลายเรื่อง ที่จะช่วยเสริมสร้างมุมมองของคุณขึ้นมาได้ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในชุมชนเงินดิจิทัล และซึมซับเรื่องราวต่างๆ จนกว่าคุณจะรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนนั้น นี่แหละคือวิธีที่เราทุกคนเข้าร่วมในชุมชนหรือสังคมใหม่ๆ ซึ่งเราก็มักจะเข้าไปคลุกคลีกับคนในสังคมนั้นเลย”

5: The importance of getting a seat at the table

“เมื่อครั้งที่เกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งก็คือการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต ในยุคนั้นกลุ่มคนผิวสียังไม่ได้มีที่ยืนในสังคมมากนัก” Vernon กล่าว “แต่แนวโน้มนั้นก็ยังคงอยู่เรื่อยมา จากการที่กลุ่มคนผิวสีและคนผิวสีน้ำตาลยังคงถูกมองข้ามในบริษัทเทคโนโลยี อีกทั้งยังก่อตั้งธุรกิจร่วมลงทุนได้อย่างยากลำบาก และส่วนใหญ่ก็ได้รับโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีได้น้อยกว่าปกติ ดังนั้น หลายๆ ชุมชนชาวผิวสีจึงได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมเล็กๆ และลงทุนกับความมั่งคั่งและนวัตกรรมที่ถือกำเนิดขึ้นจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งล่าสุด แต่น่าเสียดายที่ว่า ชาวผิวสีส่วนใหญ่กลับกลายเป็นเพียงผู้ได้รับผลประโยชน์ในฐานะผู้บริโภคและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยมีชาวผิวสีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียรายใหญ่ขององค์กรและโปรโตคอลต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ครั้งนี้จะต้องไม่เหมือนกับครั้งก่อน โดยปัจจัยที่สำคัญก็คือ กลุ่มคนผิวสีที่ถูกมองข้ามจะต้องเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางของ Web 3.0 และจะต้องได้รับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีล่าสุดนี้”

"It's important that underrepresented People of Color play a role in helping shape Web 3.0 and partake in the new opportunities that will arise from it." Vernon Johnson, Co-founder of Yup

“คุณจะต้องเริ่มเข้ามาในระบบนี้ก่อน” Robert กล่าว “ถ้าไม่อยากเข้ามาเป็นวิศวกร ก็ไม่เป็นไร เพราะก็มีปัญหาเรื่องการออกแบบมากมายที่รอให้เราแก้ไขอยู่ คุณไม่ชอบงานออกแบบเหรอ ถ้าอย่างนั้น ก็ยังมีปัญหาที่คลุมเครือเกี่ยวกับกฎหมายรออยู่เหมือนกันนะ เพราะแบบนี้ผมถึงได้บอกกับคนอื่นๆ ว่า ให้ลองหาความต้องการของตัวเองให้เจอก่อน และทำความเข้าใจว่าในระบบนิเวศบล็อกเชนจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่”

จากการศึกษาวิจัยของ Boston Consulting Group พบว่า ความหลากหลายมีความเชื่อมโยงเข้ากับรายได้ของบริษัทโดยตรง ซึ่งการศึกษาวิจัยดังกล่าวได้ทำการสำรวจบริษัทกว่า 1,700 แห่งใน 8 ประเทศ โดยพบว่า บริษัทที่สมาชิกในทีมบริหารมีความหลากหลายมากกว่าจะมีรายได้สูงกว่าบริษัทอื่นถึง 19 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจะมีนวัตกรรมและผลการดำเนินงานด้านการเงินที่ดีกว่า⁶

"Try to find what your passion is first, and understand that there's a place in the blockchain ecosystem that you could do really, really well." Robert Greenfield, Head of Social Impact at ConsenSys

“การทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของชาติพันธุ์และความเชื่อ จะช่วยบ่มเพาะให้เกิดผู้นำที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และผู้นำที่ทำงานได้ดียิ่งขึ้นก็นำพาให้เกิดสภาพแวดล้อมที่อิงกับอำนาจหน้าที่น้อยลง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่อิงกับอำนาจหน้าที่น้อยลงก็จะเอื้อให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานดียิ่งขึ้น” Robert กล่าว

ในแง่ของโอกาสการทำงาน บุคลากรผิวสีที่มีความสามารถหลายคนมักจะเลือกอะไรที่ “ปลอดภัย” ไว้ก่อน Vernon กล่าว “ทำให้บุคลากรผิวสีที่มีความสามารถสูงสำหรับตำแหน่งงานของตนไปกระจุกกันอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง แทนที่จะกล้าออกมาเสี่ยง ดังนั้น ศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงของคนเหล่านี้จึงถูกบีบเอาไว้ใต้เพดานที่มองไม่เห็นขององค์กรใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเข้ามามีส่วนร่วมในเงินดิจิทัลเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เพราะจะทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่คนคนหนึ่งสร้างไว้ขยายออกไปได้อย่างกว้างขวาง พวกเขาเหล่านั้นจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และได้มีส่วนร่วมในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอินเทอร์เน็ตแบบกระจายอำนาจ ผมคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทศวรรษถัดไปเลยทีเดียว”

Carmelle เชื่อว่าชาวอเมริกันผิวสีควรเรียนรู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัล เนื่องจากเงินดิจิทัลเป็น “ทางเลือกใหม่ของระบบการเงิน”

“ถ้าลองมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ไม่ว่าจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา เราทุกคนก็ลุ้นกันจนอกสั่นขวัญแขวนว่า เงินของเราจะเข้าบัญชีธนาคารไหม เราจะรอดกันหรือเปล่า ในยุคนั้น มีผู้คนรอบข้างคุณมากมายที่ต้องตกงาน และทุกสิ่งทุกอย่างก็เกี่ยวพันกันอยู่ในระบบการเงินเพียงระบบเดียว” Carmelle กล่าว “เราจะต้องมีทางเลือกสำรอง เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ที่ย่ำแย่ในอนาคต และเงินดิจิทัลก็คือคำตอบสุดท้ายที่จะทำให้เราร่วมกันตัดสินใจ ร่วมกันสร้างสิ่งที่เหมาะกับคุณ เหมาะกับผู้คนรอบข้างคุณ ซึ่งถ้าคุณจะเลี้ยวหนีออกไปจากทางเลือกนี้ คุณก็จะหลุดจากวงจรของนวัตกรรมนี้ไปในทันที และในอนาคตคุณก็จะกลายเป็นคนที่ต้องจัดเก็บเงินตามที่คนอื่นกำหนด และจ่ายค่าจัดเก็บเงินนั้นตามที่คนอื่นกำหนดด้วยเช่นกัน”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบการเงินสมัยใหม่กับเราได้ที่ https://www.coinbase.com/careers

รับเงินดิจิทัลเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัลได้ที่ https://www.coinbase.com/earn

เชิงอรรถ

  1. https://www.zillow.com/research/minority-mortgage-access-6127/

  2. https://www.pewresearch.org/global/2019/02/05/smartphone-ownership-is-growing-rapidly-around-the-world-but-not-always-equally/

  3. https://wearesocial.com/blog/2019/01/digital-2019-global-internet-use-accelerates

  4. https://www.worldbank.org/en/news/immersive-story/2018/05/18/gains-in-financial-inclusion-gains-for-a-sustainable-world?cid=ECR_TT_worldbank_EN_EXT

  5. https://www.brennancenter.org/sites/default/files/legacy/d/download_file_39242.pdf

  6. https://www.bcg.com/en-us/publications/2018/how-diverse-leadership-teams-boost-innovation.aspx

ระเบียบวิธีการวิจัย: ในการประเมินเกี่ยวกับความคิดเห็นของกลุ่มคนผิวสีต่อการเปิดกว้างที่ทั่วถึงและระบบการเงิน Coinbase ได้สนับสนุนการวิจัยที่ดำเนินการโดย Qriously ซึ่งทำการสำรวจกลุ่มประชากรอายุ 18 ขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจำนวน 5,126 คน ในเดือนมกราคม ปี 2020 โดยในแบบสำรวจ เราได้สอบถามความคิดเห็นของผู้ทำแบบสำรวจเกี่ยวกับเงิน เทคโนโลยี และระบบการเงิน เพื่อให้ได้ข้อมูลทางสถิติมาใช้อ้างอิงในโพสต์นี้

รูปภาพทั้งหมดที่ปรากฎในนี้เป็นรูปภาพจาก Coinbase นอกเสียจากว่าจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น

สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยม

สกุลเงินดิจิทัล 50 อันดับแรกจากมูลค่าตามราคาตลาดที่คัดสรรมาแล้ว

ดาวน์โหลดแอป

แอปสโตร์ Google Play
แอปสโตร์ Apple