โลโก้ของ Coinbase
ลงชื่อเข้าใช้

ข่าวสารผ่านบล็อก #10: "ETH ที่เก๋าเกม" และเชนเกิดใหม่

ข่าวสารผ่านบล็อกของ Coinbase จะมาไขความกระจ่างของข้อสงสัยประเด็นหลักๆ ในโลกของเงินดิจิทัล และในฉบับนี้ Ryan Yi และ Justin Mart จะมาเจาะลึกเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะและคู่แข่งรายใหม่ๆ ที่เข้าแข่งขันอย่างดุเดือด เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงที่สุดของอีเธอร์เรียม

ข้อมูลเบื้องต้น

Dapp คือแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจที่มีสัญญาอัจฉริยะคอยเปิดใช้งาน ซึ่งสัญญาอัจฉริยะก็คือสัญญาแบบดำเนินการได้เองที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางแบบรวมอำนาจ Dapp มีศักยภาพที่จะครอบคลุมกรณีการใช้งานได้ทั่วทุกประเภท ทั้งบริการทางการเงิน (DeFi) รวมถึงเกม โซเชียลมีเดีย และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเวลาผ่านไป Dapp ก็ได้รับการควบคุมดูแลแบบรวมๆ จากกลุ่มคนในชุมชน และทำงานได้ทั้งระบบตามกฎของโค้ดในสัญญา อีกทั้งยังเปิดกว้างสำหรับทุกคนทั่วโลก ป้องกันการเซ็นเซอร์ และยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคุณลักษณะที่แอปบนเว็บแบบดั้งเดิมไม่มี เนื่องจาก Dapp แสดงถึงพฤติกรรมผู้ใช้และการใช้งานของผู้ใช้อย่างโปร่งใส แอปเหล่านี้จึงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ร่วมทำรายได้ในระบบอัตโนมัติด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการออกสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองที่ใช้สำหรับขับเคลื่อนแอปพลิเคชันนั้นๆ จากทั้งหมดนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม “ระยะแห่งการมอบประโยชน์ใช้งาน” ของเศรษฐกิจเงินดิจิทัลที่เอื้อให้ Dapp เฟื่องฟูได้ คือโอกาสก้าวหน้าที่ดูมีความหวัง

การจะทำให้ Dapp ทำงานได้อย่างไม่มีสะดุดจะต้องอาศัยบล็อกเชนสัญญาอัจฉริยะที่เหมาะกับการปรับขนาด เพื่อให้ทำงานเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีพื้นฐานได้ บล็อกเชนที่มีสัญญาอัจฉริยะทำงานอยู่จะสามารถกระจายอำนาจได้ในระดับสูง เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัลที่ทำงานร่วมกับส่วนอื่นๆ อย่างน่าไว้วางใจ และใช้งานได้อยู่เสมอในทุกๆ ครั้ง โดยมีหน้าที่ในการรักษาความสอดคล้องและความถูกต้องของ… ข้อมูลที่สำคัญ” ตามที่ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งได้กล่าวไว้

นี่คือตลาดที่เป็นเป้าหมายของอีเธอร์เรียมและบล็อกเชนสัญญาอัจฉริยะอื่นๆ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา โดยมีชุดเทคโนโลยีและระบบการกระจายอำนาจตามระดับความชำนาญ (“การรับรองความปลอดภัยด้านเศรษฐกิจ”) จำหน่ายให้กับนักพัฒนา Dapp ดังนั้น เมื่อหลายๆ Dapp เริ่มรวมตัวกันในแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงไหลเวียนเข้าสู่ระดับฐานโครงสร้างมากขึ้น (และจุดนี้ก็มีส่วนช่วยในการตั้งราคาสินทรัพย์และค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านการทำงานของโปรโตคอล) ส่งผลให้รับรองความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น และในโปรโตคอลเงินดิจิทัลทุกวันนี้ก็มีผลกระทบของเครือข่าย ซึ่งคล้ายกับผลกระทบที่ได้จากการทำงานของ OS บนโทรศัพท์มือถือ ในฐานะโครงสร้างระดับปฏิบัติงานทั่วไปที่ช่วยให้ iOS และ Android ทำงานได้เสถียร โดยโปรโตคอลเหล่านั้นเป็นโปรโตคอลที่เอื้อให้แพลตฟอร์มชั้นนำสร้างมวลวิกฤต รวมถึงผลกระทบของเครือข่ายที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตในระดับที่สูงขึ้นไปได้

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า การแข่งขันของบล็อกเชนที่มีสัญญาอัจฉริยะจะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด โดยมีผู้เข้าแข่งขันใหม่ๆ เตรียมตบเท้าเข้ามาในตลาด แล้วระบบนิเวศในปัจจุบันนี้อยู่ในระยะใด และเราจะประเมินความเคลื่อนไหวในอนาคตของแต่ละบล็อกเชนได้อย่างไร

ความได้เปรียบจากการเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่งของอีเธอร์เรียม

อีเธอร์เรียมมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนและแข็งแกร่งจากการเข้าสู่ตลาดก่อนแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะรายอื่น ซึ่งไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบในแง่ของมูลค่าเครือข่ายสูงสุดที่ 6.5 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่อีเธอร์เรียมยังลดจำนวนคู่แข่งได้จากปัจจัยหลักดังต่อไปนี้

  • กิจกรรม / ความนิยมในด้านการพัฒนาระบบ: แอปพลิเคชันบล็อกเชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่ในอีเธอร์เรียม โดย ERC-20 (อีเธอร์เรียม) เป็นมาตรฐานที่นำมาใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลออกใหม่

  • การกระจาย/การผสาน: บริการของบุคคลที่สามโดยส่วนใหญ่จะรองรับ ETH ทั้งบริการด้านเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา กระเป๋าเงิน โครงสร้างพื้นฐานในระบบคลาวด์ การผสานระบบซื้อขายแลกเปลี่ยน และอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น เหรียญที่มีราคาคงที่สูงสุด 2 อันดับแรก (USDT และ USDC) ที่ออกมานั้นก็อยู่ในอีเธอร์เรียมเสียเป็นส่วนใหญ่

  • หมายเลขของผู้ใช้: จำนวนของที่อยู่ที่มีความเคลื่อนไหวในการใช้งานยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก

  • มูลค่า/ความปลอดภัยของเครือข่าย: จากการเป็นผู้นำในตลาดในแง่ของจำนวนผู้ใช้และความนิยม ค่าเสียหายสำหรับการก่อปัญหาในเชนอีเธอร์เรียมจึงมีมูลค่าสูง Ethereum Classic เชนที่เกิดจากการ Fork ของอีเธอร์เรียมถูกโจมตีหลายครั้ง โดยคิดเป็น 51% เมื่อเทียบกับเชนอื่นๆ

แต่อย่างไรก็ตาม อีเธอร์เรียมก็ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพด้านการพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์สมาโดยตลอด จากการเป็นเครือข่ายที่เอื้อให้หลายๆ Dapp มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อลองเปรียบเทียบกับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ที่นักพัฒนาอาจต้องใช้หลายๆ ไลบรารีแบบโอเพ่นซอร์สในการเขียนโค้ดให้กับแอปพลิเคชันหนึ่งก็จะพบว่า นักพัฒนาในเครือข่ายอีเธอร์เรียมก็ใช้ประโยชน์จากหลายๆ ส่วนของ "ชุด" เทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกับอีเธอร์เรียมได้ ซึ่งมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและมีฟังก์ชันการทำงานเฉพาะด้านที่แตกต่างกันออกไป เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงถึงกันได้ Dapp ในอีเธอร์เรียมจึงเป็นเหมือนกับชิ้นส่วนเลโก้ โดยที่การสร้างแบบต่อยอดและแผ่ขยายออกไปนั้นได้รับการสนับสนุนมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่เข้มแข็งสำหรับนักพัฒนา ซึ่งจะเป็นเรื่องยากสำหรับคู่แข่งในการพัฒนาและคิดค้นสิ่งใหม่เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน

ลองดูตัวอย่างได้จาก catnip.exchange ตลาดการพยากรณ์ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2020 โดย Catnip มีโครงสร้างในแต่ละชั้นดังนี้ 

  1. Augur: Augur เป็นแพลตฟอร์มตลาดการพยากรณ์ที่ใช้อีเธอร์เรียม โดย Augur ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างตลาดพยากรณ์ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี (ทั้งผลของ Trump และผลของ Biden)

  2. มาตรฐาน ERC-20: เป็นโค้ดอีเธอร์เรียมที่เปลี่ยนให้ผลที่คาดเดาในตลาดการพยากรณ์ดังกล่าวกลายมาเป็นส่วนแบ่งทางการเงิน ในรูปแบบของโทเค็นภายในอีเธอร์เรียม

  3. Balancer: Balancer เป็นโปรโตคอลที่ใช้อีเธอร์เรียม ซึ่งเปิดโอกาสให้สร้างพอร์ตที่เฉลี่ยการลงทุนได้ด้วยตัวเอง เหมือนกับกองทุน ETF โดยที่ Balancer จะใช้ในการสร้างพอร์ตที่เฉลี่ยการลงทุนไว้ในโทเค็น ERC-20 ตามข้อ 2 ด้านบน (USD 50%, ผลของ Trump 25% และผลของ Biden 25%)

  4. Catnip.Exchange: ส่วนใช้งานสำหรับประสบการณ์ผู้ใช้ ที่เปิดให้ผู้ใช้ซื้อขายในและนอกตลาด Balancer ได้อย่างราบรื่น

เชนทางเลือกอื่นๆ จะแข่งขันกับอีเธอร์เรียมได้อย่างไร

อีเธอร์เรียมเป็นผู้นำอันดันต้นๆ ของตลาด โดยปัจจัยหลักๆ มาจากความนิยมในหมู่นักพัฒนาและ Dapp ที่มีมาก่อนคู่แข่ง แต่ในปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้น และเข้ามาครองส่วนแบ่งในตลาดเช่นกัน

โดยแต่ละแพลตฟอร์มจะต้องเข้ามาแข่งขันกันในประเด็นดังต่อไปนี้

  • ประสบการณ์นักพัฒนา เครื่องมือและการสร้างโปรแกรมคำสั่ง: แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้นักพัฒนาสร้างและนำ Dapp ไปใช้ได้ง่ายแค่ไหน

  • การปรับขนาด/ประสบการณ์ผู้ใช้: แพลตฟอร์มดังกล่าวจะรองรับการทำธุรกรรมได้มากเท่าไหร่ในแต่ละนาที และความสามารถในการปรับขนาดของแพลตฟอร์มจะส่งผลต่อการกระจายอำนาจและการรับรองความปลอดภัยอย่างไร

  • การพัฒนาธุรกิจ: แพลตฟอร์มใหม่จะต้องอาศัยการนำแอปพลิเคชันมาปรับใช้ แล้วแต่ละแพลตฟอร์มจะช่วยส่งเสริมให้ Dapp ได้รับความร่วมมือในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือกระจายผลิตภัณฑ์สำคัญๆ ได้อย่างไร

  • โครงสร้างพื้นฐาน: ประสิทธิภาพบล็อกเชนระดับฐานนั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน บล็อกเชนดังกล่าวจะง่ายสำหรับนักพัฒนา Dapp ในการเข้าถึงคุณสมบัติการรองรับโหนด บริการค้ำประกัน และความต้องการอื่นๆ ของโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่ ภายในแพลตฟอร์มจะมีเหรียญที่มีราคาคงที่และองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับบริการทางการเงินใดบ้าง

  • งบดุล: ทีมนักพัฒนาบล็อกเชนพื้นฐานจะต้องใช้เงินทุนเท่าใดเพื่อสร้างแพลตฟอร์มให้ได้ตามเป้าหมายข้างต้น ซึ่งบางส่วนของโครงการเหล่านั้นก็ช่วยดึงเงินทุนมาได้เป็นจำนวนมากจากการขายโทเค็น และรายได้ดังกล่าวนั้นก็นำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการขยายและเติบโตของแพลตฟอร์มได้

ความสำเร็จจากการแข่งขันในตลาดจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ชัดเจนสองข้อหลักๆ คือ ขีดความสามารถของอีเธอร์เรียมในการตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบันของนักพัฒนา และระดับความยากง่ายในการสับเปลี่ยนเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ๆ สำหรับนักพัฒนา ซึ่งว่ากันตามตรงแล้ว หากอีเธอร์เรียมสามารถปรับขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพตามปริมาณในระยะเวลาหนึ่ง และยังคงปรับประสบการณ์สำหรับนักพัฒนาให้ดีขึ้นได้โดยตลอด ก็จะทำให้แพลตฟอร์มคู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดที่อีเธอร์เรียมครอบครองอยู่ได้ยาก

จากสถานการณ์ปัจจุบัน สถิติการนำไปใช้ในหมู่นักพัฒนาเป็นมาตรวัดสำคัญที่ต้องติดตาม แล้วแพลตฟอร์มใดบ้างเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างใหม่เพื่อต่อยอดจาก Dapp และเพราะอะไร ในปัจจุบันนี้ อีเธอร์เรียมครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในด้านการพัฒนาระบบ แต่เราก็ยังเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตในระยะเริ่มต้นของแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่นกัน

แหล่งที่มา: Coingecko.com (ณ วันที่ 03-12-2020)

ข้อคิดเห็นโดยสรุป

ทุกวันนี้ การสร้างระบบต่างๆ ในอีเธอร์เรียมมีข้อดีหลายอย่าง ข้อหนึ่งเลยก็คือ อีเธอร์เรียมได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยที่สุดเมื่อเทียบกับเชนอื่นๆ ในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีเครื่องมือและระบบนิเวศที่แข็งแกร่งสำหรับนักพัฒนา และมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ แอปพลิเคชันบนอีเธอร์เรียมก็ไม่ต้องอาศัยการสร้างเครือข่ายภายในด้วยองค์ประกอบที่เล็กที่สุด และหันมาพึ่งผลกระทบของเครือข่ายอีเธอร์เรียมแทนได้ ประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นช่วยให้นักพัฒนาสร้างระบบต่างๆ ในอีเธอร์เรียมได้โดยมีปัจจัยเสี่ยงลดลง

แต่อีเธอร์เรียมก็มีข้อเสียเช่นกัน ข้อแรกเลยก็คือการปรับขนาด ซึ่งเมื่อแอปพลิเคชันหนึ่งมีปริมาณธุรกรรมเป็นจำนวนมาก การโต้ตอบกันของแอปพลิเคชันอื่นๆ ในเครือข่ายก็จะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกิด “ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่อัดแน่น” ในแอปพลิเคชันอื่นๆ ทั้งหมดในเครือข่ายที่อยู่บนอีเธอร์เรียม ข้อต่อมาก็คือ การควบคุมและความยืดหยุ่น เช่นเมื่ออีเธอร์เรียมเข้าสู่กระบวนการที่คล้ายกับ “การอัปเดตซอฟต์แวร์” บางส่วนของโค้ดสัญญาในแอปพลิเคชันบนอีเธอร์เรียม หรือ Aragon Project จะใช้งานไม่ได้ทันที

นักพัฒนาจะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียเหล่านี้ เมื่อจะต้องเลือกเชนในการสร้างแอปพลิเคชันของตนเอง

ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกำลังเปิดโอกาสให้นักพัฒนาปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมอบประสบการณ์ที่ยืดหยุ่นและควบคุมได้มากยิ่งขึ้น แต่ประสบการณ์เหล่านี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น โดยนักพัฒนาจะสามารถสร้างบล็อกเชนได้จากระบบความปลอดภัยที่มีผู้ตรวจสอบเป็นของตนเอง และปรับเปลี่ยนเชนได้ตามความต้องการของแอปพลิเคชัน ตัวอย่างของแพลตฟอร์มระดับแนวหน้าที่มีเชนในลักษณะนี้ ได้แก่ Cosmos (ผ่านโปรโตคอล Tendermint) และ Polkadot (ผ่าน Substrate) แอปพลิเคชันเหล่านี้จะสร้างขึ้นจากการสร้างบล็อกเชนด้วยเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สตามที่กล่าว จากนั้นก็กำหนดกฎของตัวเองขึ้นมา ซึ่ง Aragon ที่ได้กล่าวไปข้างต้นก็คือกลุ่มโค้ดที่ย้ายจากอีเธอร์เรียมไปอยู่ใน Cosmos ได้สำเร็จ

เราคาดการณ์ไว้ว่า ท้ายที่สุดก็จะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความจำเป็นในการนำแอปพลิเคชันไป “ติดตั้งถาวร” ในสภาพแวดล้อมบล็อกเชนเดียวกัน และสุดท้าย เรามองเห็นถึงโอกาสของเทคโนโลยีในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแอปพลิเคชันต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในเชนเดียวกันหรือคนละเชน ซึ่งทั้งหมดก็จะอยู่กับคำตอบว่า ทางเลือกต่อไปนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ ทั้ง (1) การสร้างเชนเป็นของตนเอง ขยายการเติบโต แล้วจึงค่อยเริ่่มปฏิสัมพันธ์กับแอปพลิเคชันอื่นๆ และ (2) การที่เชนทางเลือกจะต้องสร้างและมีปฏิสัมพันธ์กับแอปพลิเคชันอื่นๆ ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เพื่อให้เชนเติบโต

รวมประเด็นที่น่าสนใจ: บทวิเคราะห์จากข่าวใหญ่

การเปิดตัว Ethereum Phase 0 

หลังจากวิจัยและพัฒนามาเป็นเวลาหลายปี สัญญาการฝากของ Ethereum 2.0 ก็ได้รับการเปิดตัว โดยมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ขั้นต่ำทั้งหมดของ $ETH ที่ค้ำประกัน และพร้อมก้าวสู่การเปิดตัวในขั้นถัดไป โดยในปัจจุบันมีการค้ำประกันถึง 1 ล้าน $ETH แล้ว

การเปิดตัว Beacon Chain ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของ ETH2 นั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นของระยะถัดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งผู้คนในแวดวงเงินดิจิทัลประเมินไว้ว่า ระยะต่อๆ ไปจะใช้เวลาพัฒนาจนเสร็จสิ้นภายใน 1-2 ปี พอดีกับช่วงเวลาที่จะสามารถปลดล็อก $ETH ที่ค้ำประกันออกมาได้ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในวงจรที่หมุนเวียนไปของสินทรัพย์ $ETH และความก้าวหน้าในครั้งนี้ก็มีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นโอกาสในการ Proof of Stake ที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ในอนาคตอันใกล้นี้ 

ขณะที่แผนเกี่ยวกับ ETH2 ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสำเร็จผล แต่การนำเอาอีเธอร์เรียมมาใช้กันอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน รวมถึงโซลูชันการปรับขนาดของอีเธอร์เรียมก็ดูเหมือนจะยังเป็นคำตอบในอนาคตอันใกล้นี้สำหรับแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นมาไว้แล้ว ซึ่งในที่สุดก็จะถูกผสานเข้ากับ ETH2 ที่ทำงานได้เต็มรูปแบบแล้ว ช่วงระยะพัฒนาที่กินเวลาหลายปีจะเป็นโอกาสให้บล็อกเชนสัญญาอัจฉริยะใหม่ๆ (ตามที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น) สร้างการตระหนักรู้ในหมู่นักพัฒนาและเสริมสร้างการเติบโตจากผู้ใช้ คงน่าสนใจอยู่ไม่น้อยที่เราจะได้เห็นว่าอีเธอร์เรียมจะไปได้ไกลแค่ไหน จากแนวคิดพื้นฐานในประเด็นต่างๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จนเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างเทคโนโลยีรูปแบบใหม่

ข่าวจาก Coinbase

การซื้อขาย

ข่าวเงินดิจิทัลในระดับสถาบันและองค์กร

แวดวงธุรกิจเกิดใหม่ด้านเงินดิจิทัล

ดาวน์โหลดแอป