Coinbase Reports: The 2019 Leaders in Crypto Education

Web browser that says "The Rise of Crypto in Higher Education"

Coinbase เสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับนิสิตนักศึกษาและมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกอยู่เสมอ ตามจุดมุ่งหมายด้านการสรรหาบุคลากร โดยในรายงานประจำปีฉบับที่สองของ Coinbase ด้านสถาบันอุดมศึกษานั้น เราได้ร่วมมือกับ Qriously อีกครั้ง เพื่อสอบถามความคิดเห็นของเหล่านิสิตนักศึกษาโดยตรงเกี่ยวกับเงินดิจิทัลและบล็อกเชน รวมถึงติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับมุมมองด้านเงินดิจิทัลของพวกเขาในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ในรายงานประจำปีฉบับนี้ เราได้สรุปข้อเท็จจริงที่ค้นพบเกี่ยวกับความสนใจในคริปโตที่เพิ่มมากขึ้นของเหล่านิสิตนักศึกษา รวมถึงจำนวนของหลักสูตรที่เน้นความรู้ด้านบล็อกเชน สกุลเงินดิจิทัล หรือ bitcoin ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนกันมากขึ้นในหลายๆ สาขาวิชาของแต่ละสถาบัน โดยความสนใจต่อการเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับเงินดิจิทัลในกลุ่มวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเหล่านี้ คือแสงสว่างที่ทำให้เราเห็นถึงอนาคตทางการเงินได้อย่างชัดเจน

ประเด็นสำคัญที่พบ

  • ในปัจจุบัน 56 เปอร์เซ็นต์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก 50 แห่ง ได้เปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชนอย่างน้อยหนึ่งหลักสูตร โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2018 ที่มีเพียง 42 เปอร์เซ็นต์

  • จำนวนของนิสิตนักศึกษาที่เผยว่าตนเองลงเรียนในหลักสูตรเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชนนั้น มีมากกว่าจำนวนที่พบในปี 2018 ถึงสองเท่า

  • รายวิชาเกี่ยวกับเงินดิจิทัลและบล็อกเชนเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีในสาขาวิชานิติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์เช่นกัน

  • งานวิจัยฉบับแรกเริ่มของ Coinbase มีทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจกลุ่มนิสิตนักศึกษาอายุ 16 ปีขึ้นไปในสหรัฐฯ จำนวน 735 คน ซึ่งจัดทำโดย Qriously และเนื้อหาเกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรของ 50 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกที่ครอบคลุมในหลายๆ ประเด็น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับการอ้างอิงงานวิจัยและหลักสูตรที่ไม่มีการจัดการเรียนการสอน รวมถึงเนื้อหาจากการพูดคุยกับคณาจารย์และเหล่านิสิตนักศึกษาหลายๆ คน

  • มหาวิทยาลัย Cornell University ครองอันดับสูงสุดในรายชื่อสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเงินดิจิทัลประจำปี 2019 โดย Coinbase

With colleges and universities at the forefront of innovation, would it surprise you to know that the leading higher education institutions around the world are teaching more classes on the topic of cryptocurrency than ever before?

ช่วงปีการศึกษา 2017 นักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัย Cornell University อย่าง Joseph Ferrera เริ่มหันมาสนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินดิจิทัลและบล็อกเชน ซึ่งเป็นประเด็นข่าวที่ชิงพื้นที่สื่อได้เป็นอย่างดีในช่วงขาขึ้นของราคาบิตคอยน์ที่ใครๆ ก็จับตามอง และเนื่องจากในช่วงนั้นมีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับเงินดิจิทัลและบล็อกเชนน้อยมาก เขากับเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งจึงตัดสินใจก่อตั้ง Cornell Blockchain ซึ่งเป็นชมรมสำหรับนักศึกษาที่สนใจในเรื่องนี้ โดยพวกเขาได้ขอให้ Emin Gün Sirer อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และผู้อำนวยการร่วมของสมาคมผู้ริเริ่มด้านเงินดิจิทัลและสัญญาอัจฉริยะ (Initiative for Cryptocurrencies & Contracts หรือ IC3) มาเป็นที่ปรึกษาชมรม

ในเวลาไม่นาน ชมรมนี้ก็มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก จนห้องของชมรมที่จุได้กว่า 120 คนเต็มพอดี “ตอนแรกผมคิดว่า สมาชิกชมรมประมาณ 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นนักศึกษาที่ชอบเรื่องวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ค่อนข้างมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” Emin บอก “แต่ผมคิดผิดไปเยอะเลยล่ะ เพราะที่จริงแล้ว นักศึกษาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์น่าจะมีอยู่ประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่เหลือมาจากทุกคณะในมหาวิทยาลัยเลย”

เงินดิจิทัลและบล็อกเชนแตกต่างจากเทคโนโลยีเกิดใหม่และกลุ่มธุรกิจที่มั่นคงหลายๆ ประเภทตรงที่ว่า เงินดิจิทัลและบล็อกเชนแสดงศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงกับหลายๆ องค์ความรู้ในระดับอุดมศึกษาและระดับวิชาชีพได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงิน สังคมศาสตร์ และอีกมากมาย โดยหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายภาควิชาเริ่มหันมาสนใจศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาที่กำลังเฟื่องฟูนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกหลายๆ แห่งจึงได้ลองค้นหาวิธีที่จะตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในการศึกษาหาความรู้ด้านนี้ เพื่อให้ผู้เรียนมีตัวเลือกที่มากเพียงพอสำหรับการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเงินดิจิทัลและบล็อกเชน และเพื่อนำพาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยไปสู่ความสำเร็จ

“องค์ความรู้ด้านบล็อกเชนเป็นองค์ความรู้ที่มีลักษณะของการผสมผสานหลายๆ สาขาวิชาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่แตกต่างจากสาขาวิชาที่มีอยู่เดิม” Dawn Song อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่ง University of California Berkeley กล่าว ดังนั้นในปัจจุบัน บุคลากรจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกจึงกำลังปฏิบัติงานในด้านนี้กันอยู่ ทั้งนักวิชาการด้านกฎหมายที่กำลังเร่งกำหนดหลักจริยธรรมและโครงสร้างการกำกับดูแล นักเศรษฐศาสตร์ที่กำลังหาคำตอบเกี่ยวกับศักยภาพของสกุลเงินที่ไร้พรมแดน รวมถึงนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่กำลังสร้างแอปพลิเคชันใหม่ๆ และนักสังคมศาสตร์ที่กำลังวิเคราะห์ผลกระทบโดยรวมของเทคโนโลยีนี้ต่อผู้คนในสังคม

ภาพสะท้อนของประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเห็นได้จากในชมรม Cornell Blockchain “ชมรมของเราได้รับความสนใจอย่าง ล้นหลาม จากนักศึกษาการจัดการธุรกิจ นักศึกษาการจัดการโรงแรม นักศึกษาแพทย์ หรือแม้กระทั่งนักศึกษาเกษตรศาสตร์ก็ด้วย” Joseph กล่าว ซึ่งเขาเพิ่งจบการศึกษาจากภาควิชาการจัดการโรงแรม หรือ School of Hotel Administration จาก Cornell ไปเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิ และในปัจจุบันก็ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จัดการธุรกิจของ Ava Labs บริษัทสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดย Emin จาก Cornell เอง ซึ่งบริษัทนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษาและทดลองเกี่ยวกับเทคโนโลยีการชำระเงินแบบกระจายอำนาจที่อยู่บนบล็อกเชน “เรามีคณาจารย์มากมายที่พร้อมให้คำปรึกษา เวลาที่เราต้องการจะเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับบล็อกเชน หรืออยากจะค้นหาวิธีเอาความรู้ด้านบล็อกเชนไปปรับใช้ในสาขาวิชาของอาจารย์แต่ละคน ซึ่งผมคิดว่าการได้เข้ามาอยู่ในชุมชนที่เราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้มากขนาดนี้มันดีมากๆ เลย”

กลุ่มนักศึกษาจาก Cornell ที่มีส่วนร่วมในจำนวนมากนั้นเป็นเพียงแค่เกณฑ์วัดหนึ่งจากหลายๆ เกณฑ์ที่ทำให้มหาวิทยาลัยนี้รั้งอันดับหนึ่งในกลุ่มรายชื่อสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเงินดิจิทัลประจำปี 2019 โดย Coinbase ซึ่งได้รับการเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปีนี้ โดยเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในรายงานประจำปีของ Coinbase ด้านสถาบันอุดมศึกษา (อ่านรายงานประจำปีฉบับแรกของ Coinbase ด้านสถาบันอุดมศึกษาได้ที่นี่)

ในการศึกษาวิจัยประจำปีครั้งที่สองนี้ เราได้ขยายระเบียบวิธีวิจัยเพื่อวิเคราะห์กลุ่มปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และในการประเมินสถานการณ์ของเงินดิจิทัลในปัจจุบันสำหรับกลุ่มสถาบันระดับอุดมศึกษา Coinbase ก็ได้ทำการวิเคราะห์หลักสูตรของ 50 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ตามการจัดอันดับของ US News and World Report การศึกษาวิจัยของเราในครั้งนี้เน้นไปที่รายวิชาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาเมื่อปี 2019 ซึ่งมีข้อมูลเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์

ในปีนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเป็นจำนวนกว่า 56 เปอร์เซ็นต์ได้เปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชนอย่างน้อยหนึ่งหลักสูตร โดยเพิ่มขึ้นจาก 42 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2018

รายวิชาเกี่ยวกับเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชนยังคงพบได้มากที่สุดในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ คิดเป็น 32.2 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยสาขาการเงิน ธุรกิจ และเศรษฐศาสตร์ที่ 19.8 เปอร์เซ็นต์ โดยมีรายวิชาในสาขานิติศาสตร์ร่วมด้วยอีก 10.7 เปอร์เซ็นต์

"Try to find what your passion is first, and understand that there's a place in the blockchain ecosystem that you could do really, really well." Robert Greenfield, Head of Social Impact at ConsenSys

อย่างไรก็ตาม จำนวนชั้นเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ เรื่องราว ความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่มีต่อสาขานี้เท่านั้น ดังนั้นในปีนี้เราจึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อเสนอที่ไม่ใช่หลักสูตร เช่น โครงการริเริ่มการวิจัยอย่างเป็นทางการและชมรมคริปโตที่ดำเนินการโดยนักศึกษา และเรายังติดตามการอ้างอิงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนจากทั้ง 50 โรงเรียน โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลจากการระบุแหล่งที่มาของ Google Scholar และการเพิ่มน้ำหนักให้กับการพิจารณาปัจจัยสนับสนุนต่างๆ (ตามรายละเอียดของระเบียบวิธีการวิจัยด้านล่าง) ก็ทำให้เราได้รายชื่อสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเงินดิจิทัลประจำปี 2019 โดย Coinbase ออกมา

กลุ่มมหาวิทยาลัย 10 อันดับแรกในรายชื่อนี้ ซึ่งมีทั้งมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ อย่าง MIT, New York University รวมถึงมหาวิทยาลัย Stanford และ University of California-Berkeley แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับองค์ความรู้ด้านเงินดิจิทัลและบล็อกเชนอย่างลึกซึ้ง ทั้งในระดับผู้เรียนและระดับสาขาวิชา โดย Cornell มีรายวิชาที่เปิดสอนเกี่ยวกับเงินดิจิทัลและ/หรือบล็อกเชนถึง 14 รายวิชา (เพิ่มจาก 9 รายวิชาในปี 2018) และสมาคม IC3 ของมหาวิทยาลัยนี้ก็ได้รวบรวมเอานักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน

เมื่อปีที่แล้ว Stanford ได้รับ การยกย่อง ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรเงินดิจิทัลและบล็อกเชนมากที่สุด (10 หลักสูตร) ตามมาด้วย Cornell (9 หลักสูตร) และ University of Pennsylvania (6 หลักสูตร) แต่ในปี 2019 ทาง Stanford เปิดการเรียนการสอนเพียง 8 หลักสูตร และ University of Pennsylvania เปิดเพียง 2 หลักสูตร

นอกจากสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐฯ ที่ครองอันดับในรายชื่อสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเงินดิจิทัลประจำปี 2019 โดย Coinbase แล้ว ก็ยังมีสถาบันจากต่างประเทศที่ติดอันดับด้วย ทั้ง École Polytechnique Federale of Lausanne จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ University of Copenhagen จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเหล่านิสิตนักศึกษาเองก็มองว่า ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในระบบการเงินเป็นปัญหาระดับสากลที่ต้องได้รับการแก้ไข โดย Emin อาจารย์จาก Cornell ก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว พวกเขามองว่าการที่เราส่งเงินดอลลาร์ไปทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์ไม่ได้ง่ายๆ ฟังดูเป็นข้อจำกัดที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอามากๆ”

การไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินในปัจจุบันของเหล่านิสิตนักศึกษาส่งผลให้ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัลมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความสงสัยใคร่รู้นี้ก็กระจายไปยังสาขาวิชาต่างๆ อย่างทั่วถึง และจากการสำรวจกลุ่มนิสิตนักศึกษาอายุ 16 ปีขึ้นไปในสหรัฐฯ จำนวน 735 คน ที่ Coinbase ได้สนับสนุนให้ Qriously เป็นผู้ทำการสำรวจนั้น เราพบว่านิสิตนักศึกษากว่าสองในสามให้คำนิยามกับระบบการเงินในยุคปัจจุบันว่า “ไม่มีเสถียรภาพ” “ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ” “ไม่มีความเสมอภาค” หรือไม่ก็ “พัฒนาช้า”

34 เปอร์เซ็นต์ของนิสิตนักศึกษาที่ได้รับการสำรวจมีความสนใจที่จะลงเรียนในหลักสูตรด้านเงินดิจิทัลหรือบล็อกเชน เทียบกับปี 2018 ที่นิสิตนักศึกษาในกลุ่มนี้มีเพียง 28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนี้ จำนวนนิสิตนักศึกษาที่เผยว่าตนเองลงเรียนในด้านนี้ (18 เปอร์เซ็นต์) ก็มีมากกว่าจำนวนที่ได้รายงานไว้ในปี 2018 ถึงสองเท่า

“แน่นอนอยู่แล้วว่า นักศึกษาส่วนหนึ่งที่สนใจในสาขาวิชาเงินดิจิทัลเป็นกลุ่มคนที่รู้สึกเคลือบแคลงกับระบบการธนาคารในปัจจุบัน” Cesare Fracassi กล่าว เขาคืออาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้เป็นหัวหอกของกลุ่ม Blockchain Initiative ภายใต้ Austin McCombs School of Business ซึ่งเป็นสำนักวิชาธุรกิจของ University of Texas (รั้งอันดับ 13 ในรายชื่อสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเงินดิจิทัลประจำปี 2019 โดย Coinbase) “พวกเขาก็เลยต้องการจะสร้างระบบทางเลือกที่กระบวนการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานกลุ่มใดกลุ่มเดียว ซึ่งระบบเหล่านั้นก็เป็นระบบแบบอุดมคติมากๆ ในขณะที่ระบบแบบอื่นอาจจะมีความเป็นไปได้มากกว่าเล็กน้อยในทางปฏิบัติ และยังมีความน่าสนใจตรงที่มีการนำเอาเทคโนโลยีเงินดิจิทัลไปใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและผลการดำเนินงานในระดับองค์กร”

จากที่ได้พูดถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ งานวิจัยของ Coinbase ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เหล่านิสิตนักศึกษาเริ่มหันมาสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับผลดีของบล็อกเชนและเงินดิจิทัลที่มีต่อผู้คนทั่วโลกกันมากขึ้น ในช่วงปี 2018 ถึง 2019 นั้น ตัวเลขชี้วัดถึงความสนใจต่อการศึกษาเกี่ยวกับบล็อกเชนและ “ความเป็นธรรมทางสังคม” เพิ่มขึ้นจาก 13 เปอร์เซ็นต์ เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ และในขณะเดียวกัน จำนวนของนิสิตนักศึกษาที่สนใจศึกษาในเรื่อง “ความปลอดภัย” รวมถึง “แอปพลิเคชันและความก้าวหน้าในอนาคต” ในช่วงปีที่ผ่านมากลับลดลงจาก 37 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 29 เปอร์เซ็นต์ และลดลงจาก 31 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 27 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา University of California-Berkeley ได้เปิดการเรียนการสอนในรายวิชาบล็อกเชนและเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยี ธุรกิจและกฎหมาย โดยใช้ชื่อรายวิชาว่า “Blockchain, Cryptoeconomics, and the Future of Technology, Business and Law” และได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ทางมหาวิทยาลัยเปิดสอนรายวิชานี้จากความร่วมมือของ 3 สำนักวิชาที่มีองค์ความรู้คนละแขนงกัน ทั้งวิศวกรรมศาสตร์ ธุรกิจ นิติศาสตร์ “ถ้าพูดถึงในทางเทคนิคแล้ว เหล่าผู้เชี่ยวชาญก็ย่อมจะถูกคาดหวังให้มีความรู้ด้านระบบแบบกระจาย ความปลอดภัยสำหรับซอฟต์แวร์ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความรู้ด้านการเข้ารหัสลับ” Dawn อาจารย์จาก Berkeley กล่าว “แต่เนื่องจากเทคโนโลยีเงินดิจิทัลยังเป็นเรื่องที่ใหม่มาก คำถามปลายเปิดในด้านการกำกับดูแลตามกฎหมายจึงยังมีอยู่มาก และเทคโนโลยีดิจิทัลก็ยังมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ในระดับแนวหน้าได้อีกด้วย”

ที่ National University of Singapore นักศึกษาภาควิชาธุรกิจที่ลงเรียนเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับด้านการเงินของยุคดิจิทัลในรายวิชาที่มีชื่อว่า “Financial Regulation in a Digital Age” จะได้เรียนเกี่ยวกับบทบาทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น บล็อกเชน ในการพลิกโฉมระบบการเงินแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ก็จะได้เรียนเกี่ยวกับปัญหาด้านการกำกับดูแล ซึ่งต้องมีการควบคุมและแก้ไขเพื่อให้ดึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่

ขณะที่นักศึกษาจากภาควิชานิติศาสตร์ของ Stanford ที่ลงเรียนในรายวิชา “Blockchain and Cryptocurrencies: Law, Economics, Business, and Policy” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกเชน เงินดิจิทัล และบทบาทของเทคโนโลยีนี้ในหลากหลายสาขาวิชา ก็จะได้เรียนรู้โครงสร้างทางกฎหมายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีเงินดิจิทัล โดย “เน้นไปที่การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ” ส่วนนักศึกษาภาควิชาสังคมวิทยาในระดับปริญญาตรีของ Stanford จะได้ศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพของบล็อกเชนในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและเสมอภาคยิ่งขึ้น ในรายวิชาที่มีชื่อว่า “Justice + Poverty Innovation” และนักศึกษาจะได้เรียนเกี่ยวกับ “วิธีใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง AI และบล็อกเชน” เป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ไขปัญหาสำหรับกลุ่มคนที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการเคหะ บริการทางการแพทย์ และหนี้สิน

“Entrepreneurship without Borders” คือหลักสูตรการเรียนการสอนของ Sloan School of Management สำนักวิชาธุรกิจแห่ง MIT หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้แก่นักศึกษาผ่านการสร้างธุรกิจที่มีความเป็นสากลขึ้นมาใหม่ โดยเน้นที่เนื้อหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยเฉพาะ และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ สมาคมริเริ่มด้านสกุลเงินดิจิทัลของ MIT อย่าง Digital Currency Initiative (DCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยของ Media Lab ก็เตรียมเปิดสอนรายวิชาเกี่ยวกับหลักจริยธรรมในเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีชื่อว่า Blockchain Ethics และจะดึงเอานักวิชาการจากหลากหลายสถาบันเข้ามาร่วมในการสอนรายวิชานี้ โดยมีนักวิชาการด้านนิติศาสตร์จาก Harvard Law School เข้าร่วมด้วย

Oceane Boulais เป็นผู้มีสิทธิ์จะได้เข้าศึกษาระดับปริญญาโทที่ MIT และจะได้เป็นผู้ช่วยสอนรายวิชา Blockchain Ethics ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ เธอจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก Florida Atlantic University และเริ่มหันมาสนใจเงินดิจิทัลเป็นอย่างมากในระหว่างการอบรมหลักสูตรเจาะลึกระยะสั้นประจำภาคฤดูร้อน ซึ่งจัดโดย DCI ซึ่งเธอได้เปรียบเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เกิดขึ้นใหม่นี้กับยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ตเอาไว้ว่า “เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมอันนี้ก็เหมือนกับอินเทอร์เน็ต แต่ว่ามีความซับซ้อนมากกว่า” Oceane กล่าว “เราได้ข้อมูลที่กระจ่างชัดเจนเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้กันในปี 2020 ดังนั้นในตอนนี้ เราต้องเริ่มคิดถึงอนาคตของเงินดิจิทัลกันแล้ว”

ในปัจจุบัน สกุลเงินดิจิทัลและระบบของเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสร้างให้แล้วเสร็จ ซึ่ง Oceane ก็เชื่อว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาสำคัญในการสร้างอนาคตของโลกดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ชัดเจน “DCI คือกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับมโนภาพที่ว่า โลกของเราจะเป็นอย่างไร หากเทคโนโลยีที่เหมือนกับบัญชีแยกประเภทแบบกระจายได้ทำหน้าที่รองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแห่งโลกอนาคต และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ใครคือผู้ที่สร้างระบบนั้นขึ้นมา ใครจะเป็นคนที่คอยดูแลและควบคุม ซึ่งก็จะมีการคาดเดาต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบนี้ และฉันก็คิดว่าแนวคิดทั้งหมดนี้มันดีมากๆ เลยล่ะ”

คุณไม่จำเป็นต้องสมัครเป็นนักศึกษาเต็มเวลาของมหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเงินดิจิทัล ที่ MIT สำนักวิชาธุรกิจอย่าง Sloan School of Management มีหลักสูตรออนไลน์สำหรับผู้ที่ทำงานแล้ว และ UC Berkeley ก็มีรายวิชาพื้นฐานที่มีชื่อว่า Blockchain Fundamentals เปิดสอนผ่านศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ edX (ซึ่งเป็นช่องทางการเรียนการสอนสำหรับหลายๆ รายวิชาในหัวข้อที่กำหนดขึ้นโดย LINUX Foundation) นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์อื่นๆ ทั้ง Udemy, Coursera และ Udacity ที่เปิดสอนหลักสูตรมากมาย ยกตัวอย่างเช่น “Become a Blockchain Developer” หลักสูตรประกาศนียบัตรของ Udacity ซึ่งสอนโดยผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในด้านบล็อกเชน รวมถึงหลักสูตร “Fintech Specialization” ของ Coursera ที่จัดการเรียนการสอนโดยเหล่าคณาจารย์จาก Wharton School of Business สำนักวิชาธุรกิจของ University of Pennsylvania

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังหาหนทางในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบใหม่ที่ใช้บล็อกเชน หรือเหล่าศิษย์เก่าจากภาควิชาธุรกิจที่กำลังศึกษาเทคโนโลยีด้านซัพพลายเชนที่ล้ำสมัยอยู่ในขณะนี้ สิ่งหนึ่งที่หลอมรวมพวกเขาเอาไว้ด้วยกันก็คือ ความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สาขาความรู้ใหม่อันน่าตื่นเต้น หลังจากจบการศึกษาในสาขาวิชาของตนแล้ว

“พลังในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งและร่วมกำหนดทิศทางในโลกดิจิทัลสำหรับนักศึกษานั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม” Joseph บัณฑิตจบใหม่ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งชมรม Cornell Blockchain กล่าว “ถ้าหากคุณลองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแวดวงของธนาคารขนาดใหญ่ หรือบริษัทให้คำปรึกษาที่มั่นคงมากๆ คุณก็คงพอจะเดาได้ว่า สิ่งที่จะได้ตอบแทนกลับมาคืออะไร แต่ในโลกของเงินดิจิทัล คุณจะมีโอกาสได้กำหนดทิศทางและเป็นผู้นำในแวดวงนั้น”

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่ Coinbase กำลังเปิดรับได้ใน www.coinbase.com/careers

รายละเอียดของระเบียบวิธีวิจัย

เริ่มต้นด้วยมหาวิทยาลัยชั้นนํา 50 อันดับแรกของโลกตามการจัดอันดับ โดย U.S. News and World Report: Best Global Universities 2019Coinbase ได้นับจํานวนชั้นเรียนที่แตกต่างกันที่เปิดสอนในช่วงปี 2019 ซึ่งรวมถึงส่วนต่างๆ เกี่ยวกับบล็อกเชน, บิทคอยน์หรือสกุลเงินดิจิทัล ตามแคตตาล็อกสาธารณะของแต่ละโรงเรียน (+1 สําหรับแต่ละหลักสูตรที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้ เรายังคํานึงถึงเกณฑ์อื่นๆ อีกสามประการ: ความถี่ของการอ้างอิงการวิจัยคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชนของแต่ละสถาบัน (สูงสุด +5 ส่วนที่เหลือถ่วงน้ําหนักตามสัดส่วน) และโรงเรียนเป็นเจ้าภาพสถาบันวิจัยคริปโต/บล็อกเชนอย่างเป็นทางการ (+3) และ/หรือชมรมนักศึกษา (+1) หรือไม่ เรารวมเกณฑ์ทั้งสามนี้เข้าด้วยกันเพื่อสร้างรายการ "Coinbase 2019 Leaders in Crypto Education" ในการประเมินความรู้สึกของนักเรียนเกี่ยวกับคริปโต Coinbase ได้มอบหมายให้ Qriously ทําการศึกษากับนักเรียนชาวอเมริกัน 735 คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป การสํารวจประชากรทั่วไปมีผู้ตอบแบบสอบถาม 6,011 คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป

เว็บไซต์นี้มีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของบุคคลที่สามหรือเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น (“เว็บไซต์ของบุคคลที่สาม”) เว็บไซต์ของบุคคลที่สามไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของ Coinbase, Inc. และบริษัทในเครือ ("Coinbase") และ Coinbase จะไม่รับผิดชอบต่อเนื้อหาในเว็บไซต์ของบุคคลที่สามใดๆ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ลิงก์ ต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม หรือการเปลี่ยนแปลงหรือการอัปเดตใดก็ตามในเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม Coinbase จะไม่รับผิดชอบต่อการออกอากาศทางเว็บหรือการส่งรูปแบบอื่น ๆ ที่ได้รับจากเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม Coinbase แจ้งลิงก์เหล่านี้ให้คุณทราบเพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และการรวม ลิงก์ ใดๆ นี้ไม่ถือว่า Coinbase รับรอง อนุมัติ หรือแนะนำเว็บไซต์หรือมีเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ให้บริการของเว็บไซต์ดังกล่าว

รูปภาพทั้งหมดที่ปรากฎในนี้เป็นรูปภาพจาก Coinbase

ซื้อบิตคอยน์ภายในไม่กี่นาที

เราเป็นผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับลูกค้ารายย่อยและบริษัทต่างๆ ในการซื้อ ขาย และจัดการเงินดิจิทัล

สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยม

สกุลเงินดิจิทัล 50 อันดับแรกจากมูลค่าตามราคาตลาดที่คัดสรรมาแล้ว

ดาวน์โหลดแอป

แอปสโตร์ Google Play
แอปสโตร์ Apple